วันจันทร์

18 วิธีรักษ์สุขภาพ




       วันนี้ขอนำบทความดีๆ จากฟอร์เวิล์ด เมลล์ในเรื่องของการดูแลสุขภาพ หลังจากที่ต้องทำงานหนักมาเป็นเวลานานมาแบ่งปันกัน
      
       ซึ่งหากขึ้นชื่อว่าสุขภาพแล้ว ชื่อว่าหลายๆ คนคงปรารถนาที่จะมีสุขภาพร่ายกายแข็งแรง ไม่เจ็บไม่ไข้ แต่ทว่าจะมีวิธีไหนบ้างนั้นลองมาดูกัน
      
       1. แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวี ต้องระวัง
       
ผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้จะกลายเป็นโทษทันที เพราะมันบูดในลำไส้ได้ง่าย อาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้
      
       2. ผลไม้กับมื้ออาหาร
       ก่อนทานอาหารควรจะเรียกน้ำย่อยด้วยสับปะรดและมะละกอสัก 2-3 ชิ้น ผลไม้สองชนิดนี้ มีเอนไซม์ที่จะช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่กำลังจะตามลงมาได้ง่ายขึ้น และหลังจากจบมื้ออร่อยแล้ว ควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้น เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลาย ซึ่งจะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย
      
       3. อย่าปล่อยให้หิว
       ควรจะทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวัน แม้จะยังไม่รู้สึกหิวก็ตาม เพราะเวลาที่เราหิวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำ ก็จะทำให้คุณกลายเป็นสาวเครียด และนำไปสู่อาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน


   4. เนื้อสัตว์กับผลไม้ไม่เข้ากัน
   ถ้าทานน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมาก แล้วควรจะงดผลไม้ไป เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ส่าวนผลไม้ซึ่งย่อยเร็วจะถูกกักอยู่ในกระเพาะ จึงทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้
      
       5. นาฬิกาชีวภาพ
       หลักการสุขภาพดีบอกไว้ว่า เราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึงคืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึก เพราะถือว่าเป็นวันหยุด การทำอย่างนี้ จะทำให้ความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายรวนเร จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่วันจันทร์เราจะง่วงนอนกว่าปกติ
      
       6. ความเครียดทำลายผิว
       
ถ้าอยากผิวสวย แก่ช้า ดูอ่อนกว่าวัย สิ่งแรกที่ต้องปรับคือ ความคิดของตัวเราเอง พยายามคิดในทางบวก มองโลกในแง่ดี หลีกเลี่ยงความคิดที่ทำให้ตึงเครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกทำลายตัวเราเอง
      
       7. หลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติก
       
เพราะความร้อนรวมทั้งรสชาติเผ็ดเปรี้ยว เค็ม จากอาหาร สามารถเข้าไปกัดเซาะสารสังเคราะห์ในพลาสติกให้ละลายออกปะปนกับอาหารได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ภาชนะพลาสติกใส่อาหารเข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะเป็นการเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเป็นอย่างมาก
      
       8. อย่าประมาทอาการไอเรื้อรัง
       
หลังจากหายหวัดแล้ว อาการไออาจจะยังไม่หายไป แต่สาวหลายคนมักจะไม่สนใจ เพราะคิดว่าอาการไอเป็นเรื่องชิลๆ แต่ที่จริงอาการไอเรื้อรังร้ายแรงกว่าที่คุณคิด เพราะมันอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ ที่หมอให้มารักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ วิธีหยุดอาการไอที่ได้ผลที่สุดคือ การดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ และนอนหลับให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้เต็มที่


       9. เท้าและข้อเท้าบวม
       
ถ้ามีอาการแบบนี้อย่าปล่อยไว้ เพราะฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย ถ้าบริเวณเท้ามีปัญหา ก็จะส่งผลถึงร่างกายทุกส่วน วิธีแก้ไขคือ ให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาที จากนั้นก็ขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้างหลัง เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงขนนุ่มๆ แปรงผิวหนังเบาๆ โดยเริ่มจากฝ่าเท้าแล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (
ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวาน เพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) ตบท้ายด้วยการอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
      
       10. งดเครื่องดื่มคาเฟอีน
       เครื่องดื่มพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟ ปกติก็ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว แต่ถ้าบังเอิญคุณเป็นโรคปวดหลัง เครื่องดื่มพวกนี้จะเป็นศัตรูของคุณไปทันที เพราะคาเฟอีนจะไปลดการหลั่งสารเอนโดรฟิน ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ อาการปวดของคุณก็จะไม่หายหรืออาจจะเป็นมากขึ้นด้วย
      
       11. ดื่มน้ำเร็ว...อันตราย
       ใครๆ ก็บอกว่าควรจะดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว แต่ต้องค่อยๆ ดื่มไปตลอดวัน ไม่ใช่ทั้งวันไม่ดื่มเลย แล้วมารวบยอดเอาในครั้งเดียว เพราะการดื่มน้ำปริมาณมากๆ ในครั้งเดียวอาจทำให้เกิดอาการน้ำเป็นพิษ เนื่องจากเลือดเจือจาง และอาจทำให้เป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็งตามมา ยิ่งถ้าอาการเกร็งไปเกิดที่สมอง หัวใจ หรือปอด ก็อาจจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้
      
       12. แดดอ่อนตอนเช้า
       แสงแดดยามเช้าจัดว่าเป็นยาตามธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ นอกจากทำให้กระดูกแข็งแรงแล้ว ยังทำให้อารมณ์ดี เพราะแดดอ่อนๆ มีวิตามินที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ออกมาต่อต้านอาการซึมเศร้าในตัวเรา คนที่เดินเล่นรับแดดอ่อนจึงมีหน้าตาเบิกบานกว่าคนที่มัวแต่หลบแดดอยู่ในบ้านมาก
      
       13. เบาหวานอย่าทานไข่
       ถ้าสมาชิกในครอบครัวคุณคนไหนเป็นเบาหวาน ควรให้เขางดไข่ไปเลย เพราะมีรายงานทางการแพทย์ว่า ถ้าคนที่เป็นเบาหวานทานไข่อาทิตย์ละ 1 ฟอง จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากขึ้น


    14. อยากผอมต้องน้ำเย็น
    การดื่มน้ำเย็น 50 ออนซ์ จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 2.5 กิโลกรัม เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเย็น ร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำนั้นเปลี่ยนอุณหภูมิเป็นอุณหภูมิปกติก่อน แล้วจึงนำไปใช้ได้ จึงเป็นการใช้พลังงานมากกว่าเดิม
      
       15. สุขภาพดีทันทีที่ตื่น
       
ถ้าอยากดูแลสุขภาพพร้อมกับการเริ่มต้นวันใหม่ ทันทีที่ตื่นนอนสาวๆ ควรผสมน้ำส้มสายชู (ที่หมักจากผลแอปเปิ้ล) กับน้ำผึ้งในสัดส่วนเท่ากัน ใส่น้ำอุ่นนิดหน่อย คนให้เข้ากันแล้วนำมาดื่ม จะช่วยให้การดูดซึมของระบบลำไส้และการเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีตลอดวัน
      
       16. ผู้ชายอย่าพลาดมะเขือเทศ
       
สำหรับหนุ่มซ่าที่กำลังเริ่มมีอาการเตะปี๊ปไม่ดัง หรือกลัวว่าจะเป็นหมัน มะเขือเทศ คือผลไม้ที่คุณจะพลาดไม่ได้ เพราะมะเขือเทศสุกมีสารโคปีนสูงมาก ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้ดี ประสิทธิ์ภาพและสมรรถภาพต่างๆ จึงทำงานได้เป็นปกติ ถ้าผู้ชายทานมะเขือเทศอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผล หรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็จะน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญควรจะทานแบบสุกๆ เช่น ทานเป็นน้ำพริกอ่อง สปาเก็ตตี้ เพราะเวลามะเขือเทศถูกความร้อนมันจะปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น
      
       17. ป้องกันกรดในกระเพาะอาหาร
       สำหรับที่ท้องอืดบ่อย ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้น อย่างเช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสดนั่น เพราะน้ำพวกนี้มีกรดมากทำให้ท้องอืด หรือถ้าเสพติดไปแล้วอดไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะทำให้เจือจางลงด้วยการผสมน้ำมากๆ
      
       18. หลบอัลไซเมอร์ด้วยเกม
       
ถ้าไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์หรือเป็นโรคขี้หลงขี้ลืม สาวๆ ควรจะฝึกสมองด้วยการเล่นเกมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ เกมในคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิอย่างเรียนดนตรี เล่นหมากรุก เป็นต้น เพราะเกมเหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ

  ขอบคุณบทความดีๆๆจากASTVผู้จัดการออนไลน์  คิดว่าคงเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆมนุษย์เงินเดือนทุกท่าน เงินหาได้ตลอดเวลาแต่ถ้าร่างกายแย่เราก็ไม่สามารถที่จะหาเงินได้ ขอให้หันกลับมารักษาสุขภาพของตัวเองด้วยนะครับ

 http://kreathapat.blogspot.com

วันอาทิตย์

สวัสดีเพื่อนที่รักทุกท่าน ห่างหายไปนานกับการเขียนเรื่องเล่าสู่กันฟังไม่ต้องซีเรียสกันมากมายเอาพอสนุกสนานคลายอารมณ์ วันนี้เอาเรื่องเล่าเกี่ยวกับกาแฟพอสังเขปมาเล่าสู่กันครับ


กาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ทำจากเมล็ดซึ่งได้จากต้นกาแฟ หรือมักเรียกว่า เมล็ดกาแฟ คั่ว มีการปลูกต้นกาแฟในมากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก กาแฟเขียว (กาแฟซึ่งยังไม่ผ่านการคั่ว) เป็นหนึ่งในสินค้าทางการเกษตรซึ่งมีการซื้อขายกันมากที่สุดในโลก กาแฟมีส่วนประกอบของคาเฟอีน ทำให้มันมีสรรพคุณชูกำลังในมนุษย์ ปัจจุบัน กาแฟเป็นเครื่องดื่มซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก
เป็นที่เชื่อกันว่าสรรพคุณชูกำลังจากเมล็ดของต้นกาแฟนั้นถูกพบเป็นครั้งแรกในเยเมน แถบอาระเบีย และทางตะวันออกเฉียงเหนือของเอธิโอเปีย และการปลูกต้นกาแฟในสมัยแรกได้แพร่ขยายในโลกอาหรับ  
 หลักฐานบันทึกว่าการดื่มกาแฟได้ปรากฏขึ้นราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 15 อันเป็นหลักฐานซึ่งเชื่อถือได้และเก่าแก่ที่สุด ถูกพบในวิหารซูฟี ในเยเมน แถบอาระเบีย 
จากโลกมุสลิม กาแฟได้แพร่ขยายไปยังทวีปยุโรป อินโดนีเซีย และทวีปอเมริกา  ในระหว่างที่กาแฟเริ่มเดินทางจากทวีปอเมริกาเหนือและตะวันออกกลางสู่ทวีปยุโรป กาแฟได้ถูกส่งผ่านไปยังซิซิลีและ อิตาลีใน ตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 จากนั้นผ่านตุรกีไปยังกรีซ ฮังการี และออสเตรียในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 จากอิตาลีและออสเตรีย กาแฟได้แพร่ขยายไปยังส่วนที่เหลือของทวีปยุโรป กาแฟได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในสังคมหลายแห่งตลอดประวัติศาสตร์ ในแอฟริกาและเยเมน มันถูกใช้ร่วมกับพิธีกรรมทางศาสนา ผลที่ตามมาคือ ศาสนจักรเอธิโอเปีย ได้สั่งห้ามการบริโภคกาแฟตลอดกาล จนกระทั่งถึงรัชสมัยของจักรพรรดิเมเนลิกที่ 2 มันยังได้ถูกห้ามในจักรวรรดิออตโตมันระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 17 เนื่องจากสาเหตุทางการเมือง และมีส่วนเกี่ยวพันกับกิจกรรมทางการเมืองหัวรุนแรงในทวีปยุโรป
ผลกาแฟ ซึ่งบรรจุเมล็ดกาแฟ เป็นผลผลิตจากไม้พุ่มไม่ผลัดใบขนาดเล็กในจีนัส Coffea หลายสปีชีส์ โดยสายพันธุ์ที่มีการปลูกโดยทั่วไปมากที่สุด ได้แก่ Coffea arabica และรูปแบบ "โรบัสต้า" ซึ่งมีรสเข้มกว่าของ Coffea canephora ซึ่งสายพันธุ์ดังกล่าวมีความทนทานต่อราสนิมใบกาแฟ (Hemileia vastatrix) ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง สายพันธุ์กาแฟทั้งคู่มีการปลูกในละตินอเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทวีปแอฟริกา เมื่อสุกแล้ว ผลดังกล่าวจะถูกเก็บรวบรวม นำไปผ่านกรรมวิธีและทำให้แห้ง หลังจากนั้น เมล็ดจะถูกคั่วในอุณหภูมิที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับรสชาติที่ต้องการ และจะถูกบดและบ่มเพื่อผลิตกาแฟ กาแฟสามารถตระเตรียมและนำเสนอได้ในหลายวิธี
กาแฟเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของโลก โดยในปี ค.ศ. 2004 กาแฟเป็นสินค้าการเกษตรส่งออกที่ทำรายได้เป็นอันดับหนึ่งในจำนวน 12 ประเทศ และเป็นพืชที่มีการส่งออกอย่างถูกต้องตามกฎหมายซึ่งมีมูลค่าสูงที่สุดเป็นอันดับ 7 ของโลก ในปี ค.ศ. 2005 กาแฟได้รับการโต้เถียงบางส่วนในด้านการเพาะปลูกต้นกาแฟและผลกระทบกับสิ่งแวด ล้อม และมีการศึกษาจำนวนมากที่ระบุถึงความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคกาแฟกับข้อ จำกัดทางยาอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่ากาแฟให้คุณหรือให้โทษกันแน่ 
สรรพคุณของกาแฟ
สรรพคุณของเมล็ดกาแฟ และ ประโยชน์ของเมล็ดกาแฟ
  • ทำให้ลมหายใจหอมสดชื่น สิ่งที่ต้องทำเมื่อคุณไม่มีลูกอมดับกลิ่นปาก ก็คือเอาเมล็ดกาแฟมาอมเอาไว้ชั่วครู่ ลมหายใจคุณจะมีกลิ่นสะอาดและสดชื่นอีกครั้ง
  • กำจัดกลิ่นอาหาร ถ้ามือของคุณมีกลิ่นกระเทียม ปลาหรือ กลิ่นอาหารแรงๆ เมล็ดกาแฟเล็กน้อยสามารถช่วย คุณกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ โดยเทเมล็ดกาแฟลงบนมือและถูมือเข้าด้วยกันสักครู่ น้ำมันจากเมล็ดกาแฟจะดูดซับ กลิ่นเหม็นๆ ออกไป จากนั้นก็ล้างมือด้วยน้ำอุ่นและสบู่ให้สะอาด
  • ยัดไส้เก้าอี้ เก้าอี้แบบที่เรียกว่าบีนแบ็ก หรือเก้าอี้ทรงถุงกลมๆ ที่มักยัดไส้ด้วยเม็ดถั่ว ที่จริงแล้วเมล็ดกาแฟก็สามารถ เอามาใช้ทดแทนกันได้เช่นกัน ลองหาเมล็ดกาแฟคั่วชนิดราคาถูกที่สุดเอามาใช้ ข้อดีอีกอย่างก็คือมันจะช่วยดูดซับ กลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ ให้ห้องได้ด้วย

คำคมเกี่ยวกับกาแฟ
  • "กาแฟควรจะมีสีดำเหมือนนรก รสเข้มเหมือนความตาย และหวานเหมือนความรัก" - สุภาษิตตุรกี
  • "ผมชอบกาแฟเหมือนกับผมชอบผู้หญิง - ดำและเข้มข้น" - พอล ฮาวเวลล์
  • "กาแฟคือผู้ปลุกเราให้ตื่น กาแฟคือผู้ที่เราทำงานด้วย กาแฟคือผู้ที่เราอยู่ด้วย กาแฟคือชีวิต" - ทิม พาร์สัน
  • "เขาเป็นเหมือนครีม ฉันเป็นเหมือนกาแฟ - และเมื่อคุณเทเราทั้งสองรวมกัน มันจะกลายเป็นบางสิ่ง" - โจเซฟิน เบเกอร์
  • "ชีวิตเป็นเหมือนกาแฟถ้วยหนึ่งหลังจากกาแฟถ้วยก่อน ๆ และไม่มองไปยังสิ่งอื่นเลย" - กล่าวกันว่าเป็นหนึ่งในคำพูดสุดท้ายของเบอร์เทรนด์ รัสเซล
  • "นักคณิตศาสตร์เปลี่ยนกาแฟให้เป็นทฤษฎีบท" - พอล เออร์ดอส นักคณิตศาสตร์
  • "กาแฟทำให้นักการเมืองฉลาด/และมองเห็นทุกสิ่งผ่านดวงตาที่ปรือลงครึ่งหนึ่ง" - อเล็กซานเดอร์ โป๊ป, The Rape of the Lock
  • "การนอนหลับคืออาการของการขาดคาเฟอีน" - เฮอร์แมน ฟรีลี
  • "ผมชอบให้กาแฟของผมข้น และให้ผู้หญิงของผมจาง" - อเล็กซานเดอร์ ปาปปาส
  • "ผมเชื่อว่ามนุษย์ทำหลายสิ่งหลายอย่างได้สำเร็จ ไม่ใช่เพราะเราฉลาด แต่เป็นเพราะเรามีมือไว้ดื่มกาแฟต่างหาก" - แฟรช โรเซนเบิร์ก
  • "กาแฟที่ไร้คาเฟอีนเหมือนกับการที่คุณจูบน้องสาวนั่นแหละ" - บ็อบ ไอร์วิน
  • "ถ้านี่คือกาแฟ โปรดนำชามาให้ผม ถ้านี่คือชา โปรดนำกาแฟมาให้ผม" - (คาดว่า) อับราฮัม ลินคอร์น
  • "มีเพียงกาแฟไอริชเท่านั้นที่ให้อาหารแก่เราสี่หมู่: แอลกอฮอล์ คาเฟอีน น้ำตาลและไขมัน" - อเล็กซ์ เลไวน์
  • "คุณจะได้กาแฟทุกรสชาติยกเว้นกาแฟรสกาแฟ" - เดนนิส แลรรี่
  • "มีสีดำกว่าคืนเดือนมืด ร้อนกว่าและรสขมกว่านรก นั่นคือกาแฟ" - Godot
       เป็นอย่างไรบ้างครับประวัติดั้งเดิมของกาแฟที่เราดื่มกันทุกวัน ก็ขอขอบคุณข้อมูลทั้งหลายจากสารานุกรมไทยครับ

 http://kreathapat.blogspot.com
This article is about the beverage, which comes in many forms. For the seed from which it is made, see Coffee bean. For other uses, see Coffee (disambiguation).

 Coffee is a brewed beverage with a bitter flavor prepared from the roasted seeds of the coffee plant. The beans are found in coffee cherries, which grow on trees cultivated in over 70 countries, primarily in equatorial Latin America, Southeast Asia, South Asia and Africa. Green (unroasted) coffee is one of the most traded agricultural commodities in the world. Coffee can have a stimulating effect on humans due to its caffeine content. It is one of the most-consumed beverages in the world.
Wild coffee's energizing effect was likely first discovered in the northeast region of Ethiopia. Coffee cultivation first took place in southern Arabia; the earliest credible evidence of coffee drinking appears in the middle of the 15th century in the Sufi shrines of Yemen. From the Muslim world, coffee consumption and cultivation spread to India, to Italy, and on to the rest of Europe, Indonesia and the Americas.
In East Africa and Yemen, coffee was used in native religious ceremonies that competed with the Christian Church. As a result, the Ethiopian Church banned its secular consumption until the reign of Emperor Menelik II of Ethiopia.The beverage was also banned in Ottoman Turkey during the 17th century for political reasonsand was associated with rebellious political activities in Europe.
Coffee berries, which contain the coffee seeds or "beans", are produced by several species of small evergreen bush of the genus Coffea. The two most commonly grown are the highly regarded Coffea arabica, and the "robusta" form of the hardier Coffea canephora. The latter is resistant to the devastating coffee leaf rust (Hemileia vastatrix). Once ripe, coffee berries are picked, processed, and dried. The seeds are then roasted to varying degrees, depending on the desired flavor. They are then ground and brewed to create coffee. Coffee can be prepared and presented in a variety of ways.
An important export commodity, coffee was the top agricultural export for twelve countries in 2004,and it was the world's seventh-largest legal agricultural export by value in 2005.Some controversy is associated with coffee cultivation and its impact on the environment. Consequently, organic coffee is an expanding market.
Many studies have examined the health effects of coffee, and whether the overall effects of coffee consumption are positive or negative has been widely disputed.The method of brewing coffee has been found to be important to its health effects. For instance, preparing coffee in a French press leaves more oils in the drink compared with coffee prepared with paper coffee filter. This might raise the drinker's level of "bad cholesterol."

Coffee is often consumed alongside (or instead of) breakfast by many at home. It is often served at the end of a meal, normally with a dessert, and at times with an after-dinner mint especially when consumed at a restaurant or dinner party.
Aggressively promoted by the Pan-American Coffee Bureau, the "coffee break" was first promoted in 1952. Hitherto unknown in the workplace, its uptake was facilitated by the recent popularity of both instant coffee and vending machines, and has become an institution of the American workplace